หน้าบ้าน  เกมส์  เนื้อเพลง  ดูดวง  ท่องเที่ยว  สมุนไพร  ประวัติสุนทรภู่  สารบัญเว็บไซต์  พจนานุกรม  เข้าสู่ระบบ  สมัครสมาชิก


Custom Search

 


นิราศสุนทรภู่

นิราศเมืองแกลง
นิราศพระบาท
นิราศภูเขาทอง
นิราศวัดเจ้าฟ้า
นิราศอิเหนา
นิราศสุพรรณ
นิราศพระประธม
นิราศเมืองเพชร
รำพันพิลาป
ประวัติสุนทรภู่

ประวัติสุนทรภู่

ตอนรับราชการ เรื่องประวัติสุนทรภู่ ตอนจะเข้ารับราชการในรัชกาลที่ ๒ นั้นมีคำเล่ากันมาว่า เมื่อคราวทิ้งบัตรสนเท่ห์กันชุกชุมใน พ.ศ.๒๓๕๙ ที่กรมหมื่นศรีสุเรนทรต้องถูกชำระนั้น สุนทภู่ก็ถูกสงสัยว่า เป็นผู้แต่งหนังสือทิ้งด้วยคนหนึ่ง ความข้อนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในนิราศเมืองเพชร ซึ่งสุนทรภู่แต่งเมื่อ ตอนปลายรัชกาลที่ ๓ กล่าวความย้อนขึ้นไปถึงเมื่อยังเป็นหนุ่มคะนองว่า ได้เคยหนีออกไปอยู่ที่เมืองเพชร ไปซุ่มซ่อนนอนอยู่ในถ้ำเขาหลวงหลายวัน แล้วไปอาศัยอยู่กับหม่อมบุนนาค ในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งออกไปตั้งทำนาอยู่เมืองเพชร เมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคตแล้ว บางทีจะหนีไปในคราวที่ถูกสงสัยว่าแต่งหนังสือทิ้ง และบางทีพระบาทสมเด็จ ๚ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จะได้ทอดพระเนตรเห็นสำนวนกลอนของสุทรภู่ในเวลาสอบสำนวนหาตัวผู้ที่ทิ้งสำนวน หาตัวผู้ทิ้งหนังสือคราวนั้นเองจึงเลยทรงพระกรุณาโปด ๚ ให้เอาตัวมารับราชการเป็นอาลักษณ์ มูลเหตุที่สุนทรภู่จะเข้ารับราชการหาปรากฎเรื่องเป็นอย่างอื่นไม่

เมื่อสุนทรภู่ได้เป็นอาลักษณ์แล้ว มีเรื่องเล่ากันมาถึงที่สุนทรภู่ได้ทำความชอบในหน้าที่ว่า ในสมัยนั้นกำลังทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งเล่นละครกันมา กล่าวบทนางสีดาตอนเมื่อจะผูกคอตายว่า
"เอาภูษาผูกคอให้มั่นแล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรจำนงปลงใจ    อรไทก็โจนลงมา"
ต่อจากนี้ถึงบทหนุมานว่า
"๏ บัดนั้นวายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยาผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิตร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
โลดโผนโจนลงตรงไป    ด้วยกำลังว่องไวทันที (เชิด)
ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง ที่ผูกศอองค์พระลักษณ์มี
หย่อนลงยังพื้นปัถพีขุนกระบี่ก็โจนลงมา"
พระบาทสมเด็จ ๚ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติว่าบทเก่าตรงนี้ กว่าหนุมานจะเข้าไปแก้ไขได้นานนัก นางสีดจะต้องตายเสียแล้ว บทที่ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ จึงคิดจะให้หนุมานเข้าแก้ได้โดยรวดเร็ว แต่งบทนางสีดาว่า
"จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัด    เกี่ยวกระหวัดกับกิ่งโศกใหญ่"
ต่อไปนี้เกิดขัดข้องว่า จะเเต่งบทหนุมานอย่างไรให้แก้นางสีดาได้โดยเร็ว เหล่ากวีซึ่งเป็นที่ทรงปรึกษา ไม่มีใครสามารถจะแต่งบทให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงทรงลองดำรัสสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อไปว่า
"ชายหนึ่งผูกศออรไท    แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
๏ บัดนั้นวายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย"
ดังนี้ ก็ชอบพระราชหฤทัย ทรงยกย่องความฉลาดของสุนทรภู่คราวนี้ครั้งหนึ่ง ด้วยการทรงพระราชนิพนธ์บทละครในรัชกาลที่ ๒ นั้น เล่ากันมาว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทขึ้นแล้วให้เอาบทไปซ้อมละครเสียก่อน ถ้าบทยังขัดกับกระบวนเล่นละครก็ต้องแก้ไขบทไปจนกว่าละครจะเล่นได้สะดวก จึงเอาเป็นใช้ได้ บทที่สุนทรภู่แต่งถวายครั้งนั้น เข้ากับกระบวนเล่นได้สะดวกดีด้วย จึงได้โปรด ๚ อีกครั้งหนึ่ง เล่ากันมาว่า เมื่อแต่งบทเรื่องรามเกียรติ์ ต่อเมื่อถึงตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า
"๏ รถที่นั่งบุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างใหญ่เท่าเขาจักรวาล    ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้างเทียมสิงห์วิ่งวางข้างละเเสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดนพื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"
พระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับเป็นรถใหญ่โตถึงปานนั้นยังไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่ต่อ สุนทรภู่ต่อว่า
"นทีตีฟองนองระลอก คลื่นกระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน    อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาทสุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือนคลาเคลื่อนจตุรงค์ตรงมา"
เล่ากันว่าโปรดนัก แต่นั้นก็นับสุนทภู่เป็นกวีที่ทรงปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งป็นที่ขุนสุนทรโวหารในกรมพระอาลักษณ์ พระราชทานที่ให้ปลูกเรื่อน ที่อยู่ใต้ท่าช้าง และมีตำแหน่งเฝ้าเป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาส ก็โปรด ๚ ให้ลงเรือพระที่นั่ง เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระาชนิพนธ์

แต่การที่สุนทรภู่ได้เป็นขุนนาง และได้มีตำแหน่งรับราชการใกล้ชิดติดพระองค์เช่นนั้น ไม่สามารถจะคุ้มความทุกข์ยากได้ทีเดียว เหตุด้วยสุนทรภู่ยังเสพสุราไม่ทิ้งได้ เมื่อเป็นขุนสุนทรโวหารแล้ว ครั้งหนึ่งกำลังเมาสุรา ไปหามารดา มารดาว่ากล่าว กลับขู่เข็ญมารดา ขณะนั้นมีญาติผู้ใหญ่จะเป็นลุงหรือน้าคนหนึ่ง เข้าไปห้ามปราม สุนทรภู่ทุบตีเอาบาดเจ็บถึงสาหัส เขาทูลเกล้า ๚ ถวายฎีกาก็ถูกกริ้ว มีรับสั่งให้เอาตัวไปจำไว้ ณ คุก เรื่องสุนทรู่ติดคุก มีเค้าเงื่อนปรากฎแต่งไว้ในเสภา พรรณนาถึงลักษณะติดคุกตอนเมื่อพลายงามจะขออยู่ในคุกกับขุนแผนว่า
"ขุนแผนว่าจะอยู่ดูไม่ได้ในคุกใหญ่ยากแค้นมันแสนเข็ญ
เหมือนกับอยู่ในนรกตกทั้งเป็น    ไม่ว่างเว้นโทษทัณฑ์สักวันเลย
แต่พ่อนี้ท่านเจ้ากรมยมราชอนุญาตให้อยู่ทับในหับเผย
คนทั้งหลายนายมุลก็คุ้นเคยเขาละเลยพ่อไม่ต้องถูกจองจำ"
มีคำเล่ากันมาอีกข้อหนึ่งว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งหนังสือเรื่องพระอภัยมณี เมื่ออยู่ในคุกคราวนั้น ข้อนี้ก็เห็นจะจริง มีเค้าเงือนอยู่ในเสภา ตอนที่สุนทรภู่แต่งว่าถึงขุนแผนติดคุกนั้นว่า
"อยู่เปล่าเปล่าก็จนพ้นกำลังอุตส่าห์นั่งทำการสานกระทาย
ให้นางแก้วกิริยาช่วยทารักขุนแผนถักขอบรัดกระหวัดหวาย
ใบละบาดคาดได้โดยง่ายดาย    แขวนไว้ขายทั้งเรือนออกเกลื่อนไป"
สุนทรภู่คงคิดแต่งหนังสือเรื่องพระอภัยมณีขึ้น ขายผีฝากเลี้ยงตัวในเวลาที่ติดคุกอยู่ อันประเพณีแต่งหนังสือขายในสมัยเมื่อยังไม่ใช้การพิมพ์นั้น เมื่อแต่งแล้วใครอยากจะอ่าน ก็มาขอลอกเอาไป ผู้แต่งคิดเอาค่าแต่งตามแต่ผู้ต้องการอ่านจะยอมให้ ผู้มีชื่อเสียงอย่างสุนทรภู่ก็เห็นจะได้ค่าแต่งแรงอยู่ ประเพณีที่กล่าวมานี ้เป็นทางหกินของพวกกวีที่ขัดสนมาช้านาน คุณพุ่ม ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่) ยังแต่งกลอนขายมาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ บอกไว้ในเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติที่คุณพุ่มแต่ง

สุนทรภู่จะติดคุกอยู่ช้านานเท่าใดมิได้ปรากฎ เล่ากันแต่ถึงเหตุที่จะพ้นโทษว่า พระบาทสมเด็จ ๚ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เกิดติดขัดไม่มีผู้ใดมาต่อ ให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงมีรับสั่งให้ไปเบิกตัวสุนมรภู่มาจากคุก สุนมรภู่ต่อกลอนได้ดั่งพระราชประสงค์ ก็ทรงพระกรุณาโปรด ๚ ให้พ้นโทษ กลับมารับราชการตามเดิม มาถึงตอนปลายรัชกาลพระบทสมเด็จ ๚ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้สุนทรภู่เป็นครูสอนหนังสือถวายพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรร์ สุนทรภู่แต่งกลอนเรื่องสวัสดิรักษา ถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ขึ้นต้นว่า
 "สุนทรทำคำสวัสดิรักษา"
ถวายระหน่อบพิตรอิศรา    ตามพระบาลีเฉลิมให้เพิ่มพูน"
และกล่าวในกลอนตอนปลายเมื่อก่อนจบว่า
"ขอพระองค์จงจำไว้สำเหนียกดังนี้เรียกสวัสดิรักษา
สำหรับองค์พงศ์กษัตริย์ขัตติยาให้ผ่องผาสุขสวัสดิ์ขจัดภัย
บทโบราณท่านทำเป็นคำฉันท์แต่คนนั้นมิใคร่แจ้งแถลงไข
จึงกล่าวกลับซับซ้อนเป็นกลอนไว้หวังจะให้เจนจำได้ชำนาญ
สนองคุณมุลิกาสาพิภักดิ์ให้สูงศักดิ์สืบสมบัติพัสถาน
แม้นผิดเพี้ยนเปลี่ยนเรื่องเบื้องโบราณ    ขอประธานอภัยโทษได้โปรดเอย" ดังนี้
ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีสำนวนสุนทรภู่แต่งตอนหนึ่งตั้งแต่พลายงามเกิด ไปจนพลายงามถวายตัวเป็นมหาดเล็ก สำนวนตั้งใจประจงแต่งดีหนักหนา บทเสภาอนนี้สันนิษฐานว่า เห็นจะแต่งในรัชกาลที่ ๒ ด้วยกล่าวความตอนพลายงามอยู่กับจมื่นศรีว่า
"ครานั้นพรายงามทรามสวาทแหลมฉลาดเลขผาปัญญาขยัน
อยู่บ้านท่านหมื่นศรียินดีครันทุกคืนวันตามหลังเข้าวังใน
เธอเข้าเฝ้าเจ้าก็นั่งบังไม้ดัดคอยฟังตรัสตรึกตราอัชฌาสัย
ค่อยรู้กิจผิดชอบรอบคอบไป    ด้วยมิได้คบเพื่อนเที่ยวเชือนแช"
ต่อมาอีกแห่งหนึ่งกล่าวถึงบทสมเด็จพระพันวสา
"ครานั้นสมเด็จพระพันวษาเหลือบเห็นหน้าพลายงามความสงสาร
จะออกพระโอษฐ์โปรดขุนแผนแสนสะท้าน    แต่กรรมนั้นบันดาลดลพระทัย
ให้เคลิ้มพระองค์ทรงกลอนละครนอกนึกไม่ออกเวียนวงให้หลงใหล
ลืมระภาสราชกิจที่คิดไว้กลับเข้าไปในแท่นที่ศรีไสยา ๚"
เรื่องประวัติเมื่อตอนที่สุนทรภู่เป็นกวีที่ทรงปรึกษา ยังมีเรื่องเกร็ดเล่ากันมาอีกหลายอย่าง เรื่องหนึ่งว่า สุนทรภู่คุยว่าสำนวนกลอนที่จะเเต่งให้เป็นคำปากตลาดนั้น ต้องเป็นไพร่เช่นตัวถึงจะแต่งได้ หมายความว่า ถ้าเป็นเจ้านายก็แต่งไม่ได้ ความนี้ทราบถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จ ๚ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องไกรทอง เพื่อพิสูจน์ให้ปรากฎว่า ถึงเจ้านายจะทรงแต่งกลอนให้เป็นคำปากตลาดก็อาจทรงได้ อีกเรื่องหนึ่งเล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา ทรงแบ่งตอนนางบุษบาเล่นธารเมื่อท้าวดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จ ๚ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงค์พระยศเป็น พระเจ้าลูกยเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่ง เมื่อทรงแต่งแล้วถึงวันจะอ่านถวาย ตัวพระบาทสมเด็จ ๚พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งวานสุนทรภู่อ่านตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่าเห็นดีอยู่เเล้ว ครั้นเสด็จออกเมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรงปรึกษาพร้อมกันถึงบทแห่งหนึ่งว่า
"น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว    ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว"
สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอเเก้เป็น
"น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา    ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว"
โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จ ๚ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว ดำรัสว่า เมื่อขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไว้ติหักหน้าเล่นกลางคน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จ ๚ พระนังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า
"จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว    ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา"
ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า "ลูกปราถนาอะไร" พระบาทสมเด็จ ๚ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงแก้ว่า "ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา" ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งปรามาส อีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่า พระบาทสมเด็จ ๚ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมึงตึงต่อสุนทรภู่มาจน ตลอดรัชกาลที่ ๒ ในระยะเวลาที่สุนทรภู่รับราชการอยู่เมื่อรัชกาลที่ ๒ นั้นมีบุตร ๒ คน บุตรชายคนใหญ่ชื่อพัด ดูเหมือนภรรยาที่ชื่อจันจะเป็นมารดา ต่อมาสุนทรภู่ได้ภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อนิ่ม เป็นเจ้าชาวบางกรวย มีบุตรด้วยกันชื่อตาบ จะเป็นด้วยเหตุที่ได้ภรรยาใหม่ หรือด้วยเหตุอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ภรรยาที่ชื่อจันนั้น ลงท้ายอย่ากันกับสุนทรภู่ แล้วไปมีสามีใหม่ ความข้อนี้สุนทรภู่กล่าวไว้ในนิราศเมืองสุพรรณเป็นโคลง ๒ บทว่า
๏ ยลย่านบ้านบุตั้งตีขัน
ขุกคิดเคยชมจันทร์เเจ่มฟ้า
ยามยากหากปันกันกินซีก ฉลีกแฮ
มีคู่ชูชื่นหน้านุชปลื้มลืมเดิม ๚
  
๏ เสียดายสายสวาทโอ้    อาวรณ์
รักพี่มีโทษกรณ์กับน้อง
จำจากพรากพลัดสมรเสมอชีพ เรียมเอย
เสียนุชดุจทรวงต้องแตกฟ้าผ่าสลาย ๚
ส่วนภรรยาที่ชื่อนิ่มนั้น พอมีบุตรได้ไม่ช้าก็ตาย เจ้าครอกข้างใน ๚ จึงรับบุตรของสุนทรภู่ไปเลี้ยงไว้ในพระราชวังหลังทั้ง ๒ คน นอกจากภรรยาชื่อจันกับชื่อนิ่ม ๒ คนที่กล่าวมาแล้ว สุทรภู่ก็ยังมีคู่รัก ระบุชื่อไว้ในนิราศอีกหลายคน ว่าเป็นภรรยาบ้างเป็นชู้บ้าง แต่มิได้ปรากฎว่าอยู่กับใครยืดยาวสักคนเดียว

1 2 3 4 5

เว็บไซต์สปอนเซอร์











Copyright © 2014 by www.likemax.com. All rights reserved.